‎José Mourinho คุณคือผู้ถูกเลือก

หลังจากเกร็งคอรอกันมาเกือบ 4 วันเต็มนับตั้งแต่ปลดหลุยส์ ฟาน ฮาลกุนซือจอมปรัชญาออกจากตำแหน่ง ในที่สุดแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ได้ฤกษ์ประกาศตัวผู้จัดการทีมคนใหม่ของพวกเขา ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” โจเซ่ มูริญโญ่ นั่นเอง


มู ริญโญ่จรดปากกาเซ็นสัญญาคุมทัพเป็นเวลา 3 ปี พ่วงด้วยอ็อปชั่นพิเศษอีก 1 ปีในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด สนามที่เขาเคยสร้างชื่อให้โลกได้รู้จักเมื่อสมัยคุมเอฟซี ปอร์โต้บุกมาถีบแมนฯยูไนเต็ดตกรอบก่อนรองชนะเลิศ แชมป์เปี้ยนส์ ลีกภายใต้การคุมทีมของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเมื่อปี 2004 ก่อนจะพาทีมไปถึงฝั่งฝันด้วยการคว้าถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเวทียุโรปและ สถาปนาตนเองขึ้นเป็นหนึ่งในยอดกุนซือของโลกจวบจนถึงปัจจุบัน

และตอนนี้เส้นทางแห่งการเริ่มต้นในอดีตและปลายทางของการเดินทางในปัจจุบันก็ ได้มาบรรจบลงในจุดเดียวกัน เพราะเขาคือผู้ที่จะพาทีม “ปีศาจแดง” ไล่ล่าคว้าความสำเร็จให้ได้อีกครั้งในฤดูกาล 2016-17 ที่จะถึงในอีก 3 เดือนข้างหน้านี้

ว่ากันตามตรง กุนซือชาวโปรตุกีสคือบิ๊กแคนดิเดตของสโมสรในตำแหน่งผู้จัดการทีม นับตั้งแต่เฟอร์กูสันวางมือไปเมื่อปี 2013 ถ้าเพียงแต่ไม่ติดว่าขรัวเฒ่าชาวสก็อตต์ดันไปจิ้มเอากุนซือบ้านเดียวกัน อย่างเดวิด มอยส์มาสืบทอดแทนเสียก่อน จนถึงทุกวันนี้ “ปีศาจแดง” ก็ยังไม่สามารถไต่กลับไปสู่ระดับที่พวกเขาเคยทำได้อีกเลย

อาจมีหลายฝ่ายลงความเห็นว่าเป็นเพราะสไตล์การคุมทีมของ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” ไม่ตรงสเป็คกับความเป็นตัวตนของแมนฯยูไนเต็ดที่เฟอร์กูสันบ่มเพาะเอาไว้นาน หลายปีกับเกมรุกอันเอกอุ เร้าใจและสู้ทุกเม็ดทุกดอก เพราะเจ้าตัวจะเน้นไปที่แท็คติกการเล่นและมองถึงผลการแข่งขันเอาไว้เป็นหลัก เสมอ

แต่ ณ ปัจจุบันนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง รอยต่อที่เคยมีนั้นต่างออกไปจากเมื่อยุคของเฟอร์กี้และคนที่เปลี่ยนมันก็ไม่ ใช่ใครอื่น แต่เป็นอดีตอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับมูริญโญ่เมื่อสมัยร่วมงานกัน ที่สโมสรบาร์เซโลน่าอย่างหลุยส์ ฟาน ฮาลนั่นเอง

กุนซือชาวดัตช์เข้ามาคุมทีม ‘ปีศาจแดง” เมื่อ ปี 2015 ด้วยใจหวังที่จะสร้างระบบการเล่นขึ้นมาใหม่ หลังจากมอยส์ประสบความล้มเหลว อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการทีมได้เพียงฤดูกาลเดียวก่อนถูกปลด แต่กลายเป็นว่าเขาได้นำเอาความสับสน ซับซ้อนและปรัชญาที่ไม่ต้องการความเข้าใจใดๆเข้ามา(ซะงั้น!)

นอกจากนั้นแล้วฟาน ฮาลที่เคยได้ชื่อว่าเป็นกุนซือผู้มีใจรักในการทำเกมบุกคนนึงของวงการ กลับอวตารกลายเป็นตาเฒ่าที่หมกหมุ่นอยู่กับแท็คติกและการนั่งจดอะไรก็ไม่รู้ ยิกๆอยู่ข้างสนาม ไม่ใช่แค่เน้นผลการแข่งขัน แต่แทบจะไม่แสดงให้เห็นถึงเกมรุกหรือการทำทีมที่มีประสิทธิภาพเลย

แม้ว่าสิ่งที่โดดเด่นของฟาน ฮาลจะเป็นการดันดาวรุ่งลงสนามจนทำให้บรรดาลูกกรอกวัยคะนองของ “ปีศาจแดง” ได้เฉิดฉายบนสังเวียนลูกหนังก็ตาม แต่เมื่อนำเอาน้ำหนักตรงนี้ไปเทียบกับรูปเกมและความล้มเหลวที่เกิดขึ้นแล้ว นั้น เราจะได้คำตอบเลยว่าทำไมกุนซือชาวดัตช์ถึงถูกเลื่อยขาเก้าอี้


เรียก ได้ว่าต่อให้มีคนแย้งแค่ไหนว่า มูริญโญ่ ไม่ใช่กุนซือสายเอ็นเตอร์เทรน แต่เหล่าสาวก “ปีศาจแดง” บางส่วนเองก็คงจะตะโกนกลับไปดังๆเช่นเดียวกัน “มันคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าปรัชญาของฟาน ฮาลแล้วล่ะ!”

นี่จึงเป็นเวลาที่เหมาะเจาะอย่างยิ่งสำหรับมูริญโญ่เป็นอย่างยิ่งในการที่เขาเข้ามารับตำแหน่งนายใหญ่แห่งสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด

3 ปีที่ไร้ซึ่งความสำเร็จในถ้วยเมเจอร์ก่อนที่จะมาได้เอฟเอ คัพส่งท้ายกับฟาน ฮาลนั้น นับว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งของแมนฯยูไนเต็ดในการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ อีกครั้ง แต่แน่นอนว่าสำหรับตัว มูริญโญ่ เองแล้วนั้น ก้าวเดินในครั้งนี้ของเขาเองก็สำคัญไม่แพ้กัน

ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีที่แล้ว มูริญโญ่ต้องเจอกับวิกฤติครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการเป็นกุนซือ หลังพาเชลซีดำดิ่งสู่ฟอร์มอันเลวร้ายจนตกไปอยู่เกือบท้ายตารางพรีเมียร์ ลีก สุดท้ายจึงโดนโรมัน อับราโมวิชเจ้าของสโมสร “สิงห์ไฮโซ” ปลดออกจากตำแหน่ง ถ้าจะนับดูแล้ว นั่นเป็นการถูกปลดจากตำแหน่งในสภาพที่ย่ำแย่ที่สุดของเจ้าตัวเลยก็ว่าได้

ฉะนั้นแล้วมันจึงไม่มีโอกาสไหนที่จะเหมาะไปกว่าการนำแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดให้กลับมาประสบความสำเร็จให้ได้ เพื่อประกาศให้เห็นถึงความเป็น “สเปเชี่ยล วัน” อย่างที่เขาเคยหล่นคำให้สัมภาษณ์เอาไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งมาเหยียบเมืองผู้ดี ครั้งแรก

เครื่องหมายการค้าของชายที่ชื่อ มูริญโญ่ มักจะตามมาด้วยการการันตีถ้วยแชมป์ ไม่ว่าจะกับทีมไหน ลีกใดที่เขาไปคุมทัพ 22 ถ้วยรางวัล โดยมี 8 แชมป์ลีกและอีก 2 ถ้วยยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีกจากทั้งหมด 4 สโมสรคือสิ่งยืนยันชั้นดี เขาจึงมีภาษีเต็มเปี่ยมที่จะเข้ามาเป็นผู้ที่จะเติมเต็มความหวังของเหล่า "เร้ด อาร์มี่“ ให้เป็นจริง

ปัญหาใหญ่ปัญหาเดียวก็อย่างที่ผมได้เกริ่นไว้แล้วนั้นมีเพียงแค่สไตล์การทำ ทีมของกุนซือชาวโปรตุกีส(และอาจจะรวมถึงการให้โอกาสดาวรุ่งด้วย)ที่ตลอดมา นั้นดูจะสวนทางกับวิถีการเล่นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนทำให้มีทั้งแฟนบอลหรือตำนานของสโมสรบางส่วนออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่าง ถึงพริกถึงขิง บ้างเห็นด้วย บ้างไม่เห็นด้วย

แต่โดยส่วนตัวผมแล้วนั้น การเริ่มต้นใหม่กับอะไรสักอย่างนั้นย่อมมี “ความเสี่ยง” เป็นทุนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านความสำเร็จหรือตัวตนที่เคยมี จะในโลกของการใช้ชีวิตบนเส้นทางแห่งความจริงหรือบนผืนหญ้าสนามฟุตบอลก็ตาม


ครั้งหนึ่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเคยเสี่ยงกับการแต่งตั้งกุนซือที่ไม่ได้มีความสำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอย่างเดวิด มอยส์มาแล้ว

ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยมั่นใจว่าหลุยส์ ฟาน ฮาลที่ผ่านประสบการ





panunball services